Tuesday, Nov. 19, 2019

กำเนิดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

Written By:

|

2014-07-13

|

Posted In:

กำเนิดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

การกำเนิดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
โดยธนพล สาระนาค

 

Untitled-1

 

คำนำ

                เนื่องจากปี พ.ศ. 2554 เป็นวาระครบรอบ 50 ปี การตราพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 และปี 2555 เป็นวาระครบรอบ 50 ปี การเปิดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และการกำหนดป่าเขาใหญ่ให้เป็นอุทยานแห่งชาติ

ข้าพเจ้าจึงได้รวบรวมเหตุการณ์

Picture 025

“ ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาประกอบพิธีเปิดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่และถนนธนะรัชต์ในวันนี้ อุทยานแห่งชาติเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจสำหรับประชาชนทั่วไปที่รัฐบาลได้สร้างขึ้น เป็นความใฝ่ฝันของรัฐบาลนี้มานานแล้วที่จะปลูกฝังนิสัยของพี่น้องชาวไทยให้เป็นคนขยันขันแข็ง ให้รู้จักยึดหลักที่ว่า ทำเป็นทำ พักเป็นพัก”

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

นายกรัฐมนตรี คนที่ 11

10 กุมภาพันธ์ 250

                                        จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์

001

 

“ข้าพเจ้าหวังว่าอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะเป็นอุทยานแห่งชาติดีเด่นให้คุณประโยชน์ และได้รับความสนใจจากประชาชน นักศึกษาและนักท่องเที่ยว เช่น อุทยานใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ 10 กุมภาพันธ์ 2505

;

                                                                                                                                                                                                        นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล

หมอบุญส่ง

 

“การจัดตั้งอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่จะเป็นการรักษาและป้องกันต้นน้ำลำธารอันเป็นเส้นชีวิตของประชาชนหลายจังหวัด เช่น สระบุรี นครนายก      ปราจีนบุรี นครราชสีมา และจะเป็นที่ๆ ทำรายได้พวกทูริสต์อินคัม(tourist income) เข้าประเทศได้เป็นอย่างดี

1 มกราคม 2503

 

                                                                 

                                  ดร.ยอช ซู. รูเล่

ยอชซี่

 

“เขาใหญ่ได้มอบความท้าทายที่มีคุณค่าที่สุดให้แก่รัฐบุรุษของไทย รัฐบุรุษควรให้ผล ประโยชน์ของตนหลีกพ้นผลประโยชน์และอนาคต                ของพลเมือง ผู้นำของไทยมีโอกาสที่หายากยิ่งที่จะมอบผลประโยชน์ที่ยั่งยืนเหล่านี้ไว้เป็นอนุสรณ์ แต่ยังเพื่อความยิ่งใหญ่ของตนอีกด้วย

มกราคม 2540

 

   กำเนิดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตรา “พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2505 “ เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2504 และสมเด็จพระศรีครินทราบรมราชชนนี เมื่อครั้งดำรงพระยศสมเด็จพระราชชนนีศรีสังวาลย์ ผู้สำเร็จราชโองการแทนพระองค์ ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการให้ตรา “ พระราชกฤษฎีกากำหนดบริเวณที่ดินป่าเขาใหญ่ ในท้องที่จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี นครราชสีมา และสระบุรี เป็นอุทยานแห่งชาติ” เมื่อวันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2505 ได้มีตำนานและเหตุการณ์สำคัญหลายประการ ดังต่อไปนี้

1. เขาใหญ่เมื่อ 300-400 ล้านปีมาแล้ว

เขาใหญ่ในวันนี้เป็นบั้นปลายของการตกตะกอนและการกัดเซาะของมวลดินที่ถูกน้ำกัดเซาะจากภูเขาลงสู่ที่ราบชายฝั่งทะเล ทับถมกันหนาเกือบ 3,000 เมตร ต่อมามวลหินแกรตนิตและหินแกรโนไดโอไรต์ได้แทรกขึ้นมาในแผ่นตะกอน ทำให้หินดินดานกลายเป็นหินชนวนและหินฟีลไลต์ หินทรายกลายเป็นหินควอทไซด์ และหินปูนราชบุรีกลายเป็นหินอ่อนราชบุรีและหินอ่อนสระบุรีการกัดเซาะในยุคต่อมาทำให้เกิดตะกอนหนา 4,500 เมตร

เมื่อ 300-400 ล้านปีมาแล้ว เป็นยุคแผ่นดินยกตัวเป็นเทือกเขาหิมาลัยมีการระเบิดของภูเขาไฟที่ทำให้เกิดหินไรโอโลต์และหินไดออไรต์ (คล้ายหินแกรนิตสีดำกว่า) ใกล้ ปากช่อง การกัดเซาะได้เกิดขึ้นอีกครั้งจนถึงทุกวันนี้ทำให้ตะกอนทับถมพื้นที่ราบตามหุบเขา พื้นที่ภาคกลาง และพื้นที่รอบเทือกเขาต่างๆ หินส่วนใหญ่ในเขาใหญ่เกิดจากหินไรโอไลต์ ทางตอนเหนือของเขาใหญ่จะพบหินทรายและหินอ่อนราชบุรี จากเชิงเขาใหญ่ไปทางทิศตะวันออกของอุทยานจะพบหินทรายชุดโคราช

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ตรัสให้เปลี่ยนชื่อดงพญาไฟเป็นดงพญาเย็น

ในอดีตมีป่าดงดิบกว้างใหญ่คั่นกลางระหว่างภาคกลางกับภาคอีสานซึ่งเต็มไปด้วยภยันตลายทั้งจากสัตว์ป่า ไข้ป่า ภูตผีปีศาจ อาถรรพณ์ลึกลับและเป็นที่เล่าขานถึงความน่าเกรงขาม การเดินทางผ่านไปยังภาคอีสานยากลำบาก หลายคนต้องเสียชีวิตด้วยไข้ป่าหรือสัตว์ป่า ผู้คนจึงขนานนามป่าแห่งนี้ว่า ดงพญาไฟ ซึ่งถูกกล่าวครั้งแรกโดยพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงเคยดำริว่า “ไม่ควรเรียกดงพญาไฟเพราะทำให้คนครั่นคร้าม” จึงทรงกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอให้เปลี่ยนชื่อจาก “ดงพญาไฟ” เป็น “ดงพญาเย็น”

วันที่ 21 ธันวาคม 2443 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา ขณะที่เสด็จกลับโดยทางรถไฟ ทรงรับสั่งว่าป่านี้ชื่อฟังดูน่ากลัวจึงตรัสว่า ให้เปลี่ยนชื่อ .”ดงพญาเย็น” เป็น “ดงพญาเย็น” เพื่อความเป็นสิริมงคลและความร่มเย็นเป็นสุขของอาณาประชาราษฎร์

การเดินทางผ่านดงพญาเย็น

                นักเดินทางหลายคนได้บันทึกความยากลำบากของการเดินทางผ่านดงพญาไฟหรือดงพยาเย็น ไว้ดังต่อไปนี้

1 อังรี มูโอต์

็Henri Mouhot

พ.ศ. 2404 อังรี มูโอต์ (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาและนักสำรวจ ชาวฝรั่งเศสได้ลงเรือล่องทวนแม่น้ำเจ้าพระยาจากกรุงเทพผ่านอยุทธยาไปขึ้นบกที่สระบุรี จากนั้นก็เดินเท้นผ่าน ดงพญาไฟ ได้ยินเสียงลิงและนกเงือก ได้ยิน ไก่ฟ้า นกยูง และเหยี่ยว ระหว่างเดินทางจากชัยภูเขียวผ่านป่าโปร่ง ได้พบกวางมากมายหลบพักอยู่ใต้ต้นไม้ และพบเสือโคร่งอยู่เสมอ บนภูเขามีช้างและแรดอาศัยอยู่ เข้าสู่ เมืองเลย เวียงจันทร์ ไปยังเมืองหลวงพระบาง

เส้นทางเกวียนระหว่างเมืองสระบุรี (M. Saraburi) กับเมืองโคราช (M.Khorat) จะผ่านหมู่บ้านต่างๆ กลาง ดงพญาเย็น ได้แก่ มวกเหล็กใน (Muak Lek Nai) บ้านท่าช้าง (B. Tachang) บ้านขนงพระ (B. Kanong Pra) และเมืองจันทึก (M. Chanteuk)

ดงพญาเย็น

พระสังฆราช ฌอง บัปติส ปัลเลอกัว

พระสังฆราช ฌอง บัปติส ปัลเลอกัว

ในสมัยรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2394-2411) พระสังฆราช ฌอง บัปติส ปัลเลอกัว (Bishop Jean Baptise Pallegoix) ชาวฝรั่งเศส ได้เดินทางจากกรุงเทพผ่านดงพญาไฟไปถึงโคราช เขียนไว้ว่า “เดินทางจากบางกอกใช้เวลา 6 วัน โดยไต่ระดับสูงขึ้นไปตามเส้นทางในดงพญาไฟ ถึงเมืองโคราชซึ่งล้อมรอบด้วยกำแพง โคราชมีประชากรประมาณ 7,000 คน เป็นคนจีนประมาณ 700 คน) มีเหมืองแร่ทองแดง โรงหีบอ้อย ข้าว หนังสัตว์ เขาสัตว์ ไม้เต็ง และอบเชย

เฮอร์เบิร์ท วาริงตัน สมิธ

พ.ศ. 2436 เฮอร์เบิร์ท วาริงตัน สมิธ (Herbert Warington Smyth) นักเดินทาง นักเขียน และวิศวกรเหมืองแร่ ชาวอังกฤษ เดินทางจากกรุงเทพไปยังเมืองน่าน เชียงของ หลวงพระบาง หนองคาย โคราช ผ่านดงพญาเย็นสู่เมืองสระบุรีหลับถึงกรุงเทพ ได้บันทึกไว้ว่า “โคราชถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยแนวป่าดงพญาเย็น มีการแลกเปลี่ยนสินค้า จำพวกข้าว เกลือสินเธาว์ วัวควาย ไม้ ไหม เครื่องเทศ ครั่ง กระวาน ยาสูบ หนังสัตว์ และเขาสัตว์ ระหว่างชาวบ้านด้วยกันเพียงเล็กน้อย หรือขายให้กับพ่อค้าชาวจีนเพียงไม่กี่คนที่กล้าเสี่ยงกับการเดินทางด้วยเกวียนข้ามดงพญาเย็น อย่างยากลำบากไปยังสระบุรี

นายสมิธได้บันทึกการเดินทางจากโคราชผ่านบ้านขนงพระ ว่าบ้านขนงพระมีอากาศร้อนอบอ้าวในตอนเช้า และฝนได้เทลงมาอย่างหนักในตอนบ่าย วัวต้องลุยโคลนฝ่าฝนถึงหมู่บ้านในเวลาดึกดื่น ชาวบ้านที่นับถือได้ออกมาต้อนรับคณะเรา ข้าพเจ้าคลานขึ้นไปบนยุ้งข้าวแล้วจุดไฟให้ความอบอุ่นไว้ข้างใต้ ชาวบ้านหุงข้าวสวยหลายจานกับกุ้งแห้งให้คณะของเราข้าพเจ้าตอนนอนบนกองฟางอย่างมีความสุขกับการฟังเสียงอึกทึกของสายฝนซึ่งเทลงมาอย่างไม่หยุดย่อนสามวันสามคืน คณะเราต้องต่อสู้กับความคลุมเครือของป่าที่เปียกชุ่มและพักแรมกลางป่า ฝนได้เทกระหน่ำลงบนยอดไม้อย่างไร้ความปรานีตลอดคืนพร้อมกับเสียงครวญครางของคนที่จับไข้ ความกระวนกระวายจากฝนที่ตกหนัก ความป่วยไข้ในยามเช้า ความน่าเบื่อในแต่ละวัน ความหนาวเย็นของหยดน้ำค้าง ความกระหือกระหอบในขณะข้ามลำห้วยลำธาร และความจำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้เพลิดเพลินกับทุกสิ่งทุกอย่าง เป็นคุณสมบัติสำคัญของการเดินทางกลางสายฝน ไม่มีใครที่เดินทางท่ามกลางสายฝนจะลืมความกล้าหาญและความอดทนกับสภาพท้องถิ่นอย่างนี้ได้

เมื่อถึงชายป่าดงพญาเย็น คณะเราได้พบขบสวนเกียวนจำนวนมากพักแรมรอคอยสภาพอากาศที่ดีขึ้น รอให้น้ำในลำธารลดลง ดูแลวัวและสินค้ากระบุงถูกวางเป็นแถวเพื่อป้องกันเสือและขโมยในเวลาค่ำคืน กระบุงแต่ละคู่ถูกคุมด้วยหญ้าแฝก ตกกลางคืนพวกเขาจะคลานขึ้นไปนอนบนกระบุงที่คลุมด้วยใบลาน และต้องรอหลายวันจนกว่าน้ำในลำธารจะลดลงหรือฝนหยุด

กระแสน้ำในลำธารที่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันในขณะที่คณะของเราข้ามลำธาร ทำให้วัวหลายตัวสูญหายไป ก่อนที่จะถึงสระบุรีประมาณ 20 กิโลเมตร คณะของเราได้พักแรมและตากเสื้อผ้าให้แห้งในศาลาที่นั่นสองคืน ระยะทางจากโคราชถึงสระบุรี 145 กิโลเมตร คณะของเราใช้เวลาเดินทาง 16 วัน สักวันหนึ่งรถไฟสายกรุงเทพ-โคราช อาจช่วยให้เราใช้เวลาเดินทางในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

สิ่งอำนวยความสะดวกในการขนส่ง

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ

สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนิพนธ์ไว้ว่า “ดงพญาไฟ เป็นช่องสำหรับข้ามไปมาระหว่างเมืองสระบุรีกับมณฑลนครราชสีมาแต่โบราณไปได้แต่โดยเดินเท้า จะใช้ล้อเกวียนหาได้ไม่ ด้วยทางต้องเดินตามสันเขาบ้าง ตามไหล่เขาบ้าง คนเดินตามปกตินั้น ตั้งแต่ตำบลแก่งตอยต้องค้างคืนในป่านี้ถึง 2 คืน ถึงจะพ้น

ชาวสระบุรี

                ชาวสระบุรีคนหนึ่งเล่าว่า “ก่อนมีทางรถไฟสายกรุงเทพ-นครราชสีมา การติดต่อระหว่างภาคกลางกับภาคอีสานต้องเนเท้าเท่านั้น คนภาคอีสานจะใช้เกวียนขนสินค้าลงมาค้าขายแลกเปลี่ยนกับคนภาคกลางเป็นขบวนเกวียน 100-200 เล่ม สินค้าจะมีหนังสัตว์ ครั่ง สมุนไพร ข้างเปลือก ผ้าไหม ฯลฯ กว่าจะผ่านดงพญาเย็น ถึงสระบุนรได้ ต้องระวังอันตรายจากสัตว์ร้ายผีสาง สารพัด รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บและโจรที่ปล้นเอาสินค้าและวัวควาย แต่ถึงจะมีทางรถไฟแล้ว คนภาคอีสานก็ยังใช้เกวียนเดินทางผ่านดงพญาเย็นมาค้าขายกับคนภาคกลางเหมือนเดิมเพราะมีความค้นเคย

ทางรถไฟและถนนผ่านดงพญาเย็น

                ทางรถไฟ

เดือนตุลาคม พ.ศ. 2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระบรมราชานุมัติให้กระทรวงโยธาธิการจ้าง นายมูเร แคมป์เบลล์ (Murray Campbell) ชาวอังกฤษ ผู้ชนะการประมูล สร้างทางรถไฟระหว่างกรุงเทพ-นครราชสีมา เป็นสายแรก การก่อสร้างช่วงแรกระหว่างสถานีรถไฟกรุงเทพ-อยุธยา เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคม 2434 แต่ล่าช้ามากและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น เนื่องจากภูมิประเทศเป็นดินเลน ต้องวางท่อระบายน้ำและทำสะพานจำนวนมาก วันที่ 14 พฤศจิกายน 2438 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสโปรดให้เลิกจ้างนายแคมป์เบลล์โดยจ่ายเป็นค่าเสียหาย และให้กรมรถไฟหลวงดำเนินการสร้างต่อไป วันที่ 26 มีนาคม 2439 พระบาทสมเด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถไฟระหว่างสถานีกรุงเทพ-อยุธยา ระยะทาง 71 กม. วันที่ 1 พฤศจิกายน 2440 กรมรถไฟหลวงได้เปิดกสนเดินรถไฟระหว่างสถานีอยุธยา-แก่งคอย ระยะทาง 53 กม.

การก่อสร้างจากแก่งคอยผ่านดงพญาเย็น ต้องเผชิญกับการเสียชีวิตและความป่วยไข้ ทำให้ขาดแคลนกุลีและพนักงาน ในเวลา 5 ปี กุลีจำนวนประมาณ 5,000 คน และพนักงานชาวยุโรป 36 คน ได้เสียชีวิตเนื่องจากความป่วยไข้ ซึ่งยังไม่รวมผู้เสียชีวิตในที่อื่นๆ กุลีต้องเผชิญสภาพภูมิอากาศที่ยากลำบากในช่วงฤดูฝน ทำการทำงานเกือบจะหยุดนิ่ง นายรอย ๖(Mr. Roy) วิศวกรชาวสก๊อต ได้มารับหน้าที่ในขณะที่แต่ละวันจะมีกุลีตายเป็นจำนวนมาก กุลีชาวจีน 500 คนที่เดินทางมาทำงาน เมื่อมาถึงได้เหลืออยู่เพียง 86 คน เท่านั้น ในปี พ.ศ. 2439 มีกุลีชาวจีน 200 คน ชาวลาว 400 คน นายรอยให้กุลีแผ้วถางรอบที่พักฝห้โล่งเตียนเพื่อให้แสงแดดส่องถึงและอากาศถ่ายเทได้ดี พร้อมกับสร้างบ่อน้ำใช้ กุลีสามารถปรับตัสได้ดีขึ้น จึงทำให้การก่อสร้างคืบหน้า นายรอยทำให้กุลีทำงานในกลางป่าได้ดีกว่าหลายปีที่ผ่านมาแล้ว ซึ่งต้องอดทนกับสิ่งเลวร้ายที่ดูเหมือนว่าความตายกำลังรออยู่ข้างหน้า แต่ไม่กี่เดือนต่อมา นายรอย ได้เสียชีวิตจากความป่วยไข้หลังจากการต่อสู้อย่างสามารถไห้แก่กุลีและพนักงงานที่อยู่ภายใต้บังคับบัญชา

การก่อสร้างช่วงแก่งคอยถึงมวกเหล็กต้องตัดช่องเขาจำนวนมากทำท่อระบายน้ำหลายแห่ง น้ำใช้หายากเนื่องจากสภาพอากาศแห้งแล้ง แต่ในหน้าฝนน้ำมากเกินไป ตั้งแต่มวกเหล็ก (ครึ่งทางของช่องที่ผ่านดงพญาเย็น) การทำงานเริ่มง่ายขึ้น ทางรถไฟลาดลงสู่หุบลำตะคองที่ปากช่อง จากที่นั่นจะขนานลำตะคองฝั่งซ้านตามพื้นที่หินทรายไปสู่หุบเขาจันทึก ผ่านที่ราบบ้านลาดบัวขาว สีคิ้ว โคกกรวด ถึงเมืองโคราช

การก่อสร้างทางรถไฟสายแรกได้แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2443 รวมระยะเวลาก่อสร้าง 9 ปี พระบาทสมเด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการเดินรถไฟจากสถานีกรุงเทพ-นคราชสีมา เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2443

ถนนสุดบรรทัด

พ.ศ. 2493 รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีให้ขนานนามทางหลวงแผ่นดินและสะพานขนาดใหญ่เป็นอนุสรณ์และเป็นเกียรติแก่ผู้มีส่วนประกอบคุณงามความดีต่อประเทศชาติ สำหรับทางหลวงแผ่นดินสายสระบุรี-ปากช่อง-นครราชสีมา ได้ขนานนามว่า “ถนนสุดบรรทัด” เพื่อเป็นเกียรติแก่ พันโท ประเสริฐ สุดบรรทัด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

ถนนมิตรภาพ

                พ.ศ. 2498 รัฐบาลสมัยจอมพล ป. พิบูลสงครม นายกรัฐมนตรีได้สร้าง “ถนนมิตรภาพ” จากสระบุรีผ่านดงพญาเย็นไปยังนครราชสีมา โดยความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาในด้านงบประมาณและเทคนิคการก่อกสร้าง เปิดใช้เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2500

ไข้ป่า

ชาวอำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี คนหนึ่งเล่าว่า “สมัยสงครมไข้มาลาเรียชุกชุมมาก ชาวบ้านเรียกว่าไข้ป่า มีคนเจ็บป่วยล้มตายมากเพราะขาดแคลนยาควินินที่ใช้ป้องกันรักษา ดงพญาเย็น ซึ่งเปลี่ยนชื่อมาจาก ดงพญาไฟ ก็ยังไม่วายมีคนตายด้วยไข้ป่าตามเดิม ชาวบ้านที่ต้องออกไปทำไร่ข้าวโพด มักจะหนีไข้ป่าไม่ค่อยพ้น ทำงานได้วีนสองวันก็จับไข้นอนซม พอทุเลาก็ต้องออกไปทำไร่อีก หลายคนเป็นเรื้อรังนับปี เพราะยาควินินหายากราคาแพง ชาวบ้านมักอาศัยหมอกลางบ้าน ยาหม้อบ้าง กินน้ำมนต์บ้าง

ตำบลเขาใหญ่

พ.ศ. 2465 ราษฎร บ้านท่าชัยและบ้านท่าด่าน อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก ได้อพยพขึ้นไปถางป่าบุกเบิกพื้นที่ทำกินบนเขาใหญ่ อันเป็นทำเลที่ดี มีน้ำอุดมสมบูรณ์ เพื่อทำไร้พริก ปลูกข้าวไร่ และไม้ผล ยิ่งเวลาผ่านไปชาวบ้านได้ชวนญาติพี่น้องและมีชาวบ้านจังหวัดอื่นขึ้นไปถางป่าบุกเบิกพื้นที่ทำกินและสร้างบ้านเรือนมากขึ้นจนกลายเป็นหมู่บ้าน ทางราชการได้ยกเป็นตำบลเขาใหญ่ ขึ้นอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก

พ.ศ. 2475 ด้วยเหตุที่ตำบลเขาใหญ่อยู่กลางป่า จึงกลายเป็นที่ซ่อมสุมโจรร้าย จังหวัดนครายกได้ให้ “ปลัดจ่าง” (นายจ่ง นิสัยสัตว์) ขึ้นไปกวาดล้างโจรบนเขาใหญ่ได้สำเร็จ หลังจากนั้น ทางจังหวัดเห็นว่าหากปล่อยให้มีหมู่บ้านต่อไปก็จะกลายเป็นชุมชนโจรอีก จึงสั่งให้ชาวบ้านอพยพลงมายังพื้นที่ราบ แล้วยกเลิกตำบลเขาใหญ่ ปล่อยให้พื้นที่ทำกินบนเขาใหญ่รกร้าง กลายเป็นทุ่งหญ้าคา มีร่องรอยหมู่บ้านเก่าเป็นต้นมะม่วงและต้นขนุนบริเวณหนองขิง ผักชีล้อมที่หนองผักชี เศษถ้วยชามตามทุ่งหญ้าและริมลำธาร และขุดพบเศษกระดูกและกะโหลกคนฝังอยู่ริมหนองขิงหน้าอาคารโรงแรมเขาใหญ่ (Khao Yai Motor Loge) ถนนธนะรัชต์ กม. 40.5”

นายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล เขียนไว้ว่า “ครั้งหนึ่งพวกผู้ร้ายจากปากช่อง นครราชสีมา นครนายก ปราจีนบุรี และกบินทร์บุรี หนีเจ้าพนักงานขึ้นไปอาศัยอยู่ตามบ้านเรือนราษฎรบนเขาใหญ่ จนกลายเป็นที่ซ่อมสุมผู้ร้าย ทางราชการจึงสั่งให้อพยพลงไปอยู่ตีนเขา แถวท่ามะปราง ท่าช้าว หมูสี และอีซ่อมจนหมด เมื่อไม่มีคนไปรบกวน บนเขาใหญ่จึงกลับอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ใหญ่น้อยชุกชุมมากครั้งหนึ่ง”

Share This Article

Related News

เอกสารภาพไลเคนเขาใหญ่
นกเงือกผู้ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์
ตะกอง.. เอกลักษณ์แห่งลำตะคอง

About Author

admin