Sunday, Nov. 17, 2019

สมัน

Written By:

|

2014-07-13

|

Posted In:

สมัน

เนื้อสมัน

SCHOMBURGK DEER

โดยนายแพทย์บุญส่ง เลขะกุล

สมัน

เนื้อสมันหรือโชมเบิร์กเดียร์ เป็นกวางที่สวยชนิดหนึ่งในโลกนี้ สวยทั้งในส่วนเขาและรูปร่างหน้าตา สวยกว่ามูสในเมืองหนาว ซึ่งมีเขาแบนเป็นแผ่นอย่างน่าดูก็จริง มูสมีหน้าตาโง่ๆ จมูกงุ้ม รูปร่างก็เทอะทะไม่น่าดู  สมันสวยกว่าเร็ดเดียร์ของยุโรป และสวยกว่าบีติของอเมริกา

เขาสมันสวยงามกว่ากวางอื่นๆ เพราะมันมีเขาแตกกิ่งก้านสาขามากมายและได้ส่วยเหมาะเจาะงดงามเหมือนสุ่มหรือตะกร้า เนื้อสมันเป็นกวางที่สวยงามของคนไทยยากที่จะหากวางต่างๆ ในประเทศอื่นมาเทียบเคียงได้ง่ายเนื้อสมันเป็นกวางที่มีอยู่แต่เฉพาะเมืองไทยเท่านั้น ไม่เคยมีที่อื่นๆ เลยในโลก ครั้งหนึ่งเคยมีชุกชุมมากตามทุ่งหญ้าในภาคกลางแถวลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาท่าจีน เป็นกวางที่เคยวิ่งอยู่ตามทุ่งรอบๆ กรุงเทพฯ เมื่อครั้งกรุงเทพฯ ยังเป็นป่า ยังไม่เป็นเมือง  เป็นกวางที่ครั้งหนึ่งเคยมีชุกชุมมากตามแถวบางเขน หลักสี่ ดอนเมือง ทุ่งรังสิต อยุธยา สุพรรณบุรีนครนายก ฯลฯ และทั้งๆที่มีชุกชุมากมายเท่าไร มันก็ถูกไล่ฆ่าฟันและทำลายให้สูญหายไปจนหมดแผ่นดินไทยและหมดโลกไปภายในไม่กี่ปี ทั้งนี้ด้วยความไม่เอาใจใส่ในเรื่องคุณค่าของธรรมชาติของรัฐบาลไทยในทุกๆ สมัย

คำว่าสมันเรามักได้ยินกล่าวกันบ่อยที่สุดในหนังสือกาพย์กลอนต่างๆ แต่ในปัจจุบันนี้คนไทยน้อยคนที่จะรู้จักว่าสมันคือสัตว์ชนิดใด มีรูปร่างอย่างไร เขาสมันเท่าที่มีอยู่ก็ถูกนำออกไปนอกประเทศเรื่อยๆ เป็นจำนวนไม่น้อย และบ้างก็ถูกทำลายโดยไม่รู้ว่าเป็นเขาสัตว์ชนิดใด เช่น เลื่อยเพื่อทำด้ามมีดด้ามพร้าบ้าง หมอยาจีนเอาไปต้มเคี้ยวทำยาจีนเสียบ้าง เขาสมันเท่าที่มีอยู่ในเมืองไทยซึ่งเป็นบ้านเกิดของมันแท้ๆ เวลานี้มีเหลือน้อยอยู่ไม่กี่คู่ ข้าพเจ้าได้พยายามเก็บไว้เพื่อศึกษาได้ราว 50 คู่  ฉะนั้นเพื่อประโยชน์ทางสัตวศาสตร์ ข้าพเจ้าได้พยายามรวบรวมเรื่องเนื้อสมันอย่างละเอียดที่สุดเท่าที่จะละเอียดได้ รวมทั้งการศึกษาจากเขาสมันและหัวของสมันเหล่านี้ พิมพ์เป็นเล่มขึ้นไว้เพื่อเป็นอนุสาวรีย์แก่เนื้อสมันซึ่งได้ถูกบรรพบรุษของเราทำลายล้างสูญพันธุ์ไปแล้วโดยขาดความเอาใจใส่ต่อคุณค่าแห่งทรัพยากรธรรมชาติ ไม่รู้ว่าควรจะสงวนสมบัติธรรมชาติของเราไว้ให้เป็นมรดกของชนชั้นหลังสืบไปได้อย่างไร

หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเรื่องนี้คงเป็นประโยชน์แก่นักศึกษาสัตวศาสตร์ และเป็นเครื่องชี้ความละเลยของรัฐบาลไทยทุกๆ สมัยมาในแง่นี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าวันหนึ่งเราจะได้รัฐบาลที่มองเห็นการณ์ไกลดีพอที่จะเห็นมรดกธรรมชาติได้รับความคุ้มครอง โดยให้กำเนิดแก่พระราชบัญญัติสงวนสัตว์ป่าขึ้น เช่นเดี่ยวกับต่างประเทศที่เจริญแล้วทั้งในทางวิทยาศาสตร์และทางศีลธรรม

เนื้อสมันมีอยู่บนพื้นแผ่นดิน ซึ่งต่อมาเรียกว่าประเทศไทยนี้กี่หมื่นกี่แสนปีมาแล้วไม่มีใครทราบ พึ่งมาเกิดสนใจกันขึ้นในสมัยหลังที่เมืองไทยได้ทำสัญญาพระราชไมตรีกับต่างประเทศ มีชาวต่างประเทศได้เข้ามาอาศัยทำมาหากินอยู่ในประเทศไทยแล้วเท่านั้น ประวัติศาสตร์ขของเนื้อสมันก่อนหน้านี้หาเป็นหลักเกณฑ์อีกไม่ได้

ในปี 1863 เซอร์โรเบอร์ตโซมเบิร์ก (Sir Bobert Schomburjk) กงสุลเยเนราล ประจำราชสำนักแห่งพระเจ้ากรุงสยาม ได้กลับไปอังกฤษ เข้าเฝ้าพระนางวิคตอเรียแห่งอังกฤษ และได้ถวายเขาสมันซึ่งเป็นเขาหลุดเก็บตก 2 อัน จากเมืองไทย พระนางวิคตอเรียจึงรบสั่งให้ส่งไปพิพิธภัณฑ์เซาเคนซิงตัน

โปรเฟสเซอร์ไบลท์ (Blyth) ได้ศึกษาเขาสมัน 2 อันนี้ และได้นำออกแสดงปาฐกถา ณ ที่สามคมสัตวศาสตร์ (Zoological Society) ในอังกฤษ และให้ชื่อเป็นพันธุ์ใหม่ว่ากวางโชมเบิร์ก (Cervus or Rucervus schomburgki) เพื่อให้เกียรติแก่เซอร์โรเบอร์ตโชมเบิร์ก

ความเห็นของโปรเฟสเซอร์ไบลท์ในการที่ยกให้ สมันเปนกวางชนิดหนึ่งต่างหาก คือให้เป็น (Cervus schomburgki) มีความละเอียดอยู่ในหนังสือ Proceedings of the Zoological Society of London ปี 1863 หน้า 155 ดังต่อไปนี้

 

Picture 001

“มิสเตอร์ อิ ไบลท์ ได้นำเขาและวัตถุอื่นบางอย่างซึ่งได้ยืมมาจากพิพิทธภัณฑ์เซาท์เคนซิงตันมาแสดงต่อที่ประชุม  ในจำนวนนี้มีเขากวาง 2 อัน เป็นเขาหลุดข้างขวา 1 อัน ซ้าย 1 อัน ของกวางคนละตัว ซึ่งกงสุลเยเนราลประจำประเทศไทย ได้ทูลถวายแด่สมเด็จพระราชินีแห่งอังกฤษเมื่อเร็ว ๆ นี้ และซึ่งทรงรับสั่งไปเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์เซาว์เคนซิงตันต่อไป

จากเขากวางแปลกอันนี้ มิสเตอร์ อี. ไบลท์ ได้ชี้ให้เห็นว่ายังมีกวางชนิดใหม่ ซึ่งยังไม่เคยมีในรายงานสัตวศาสตร์อีกชนิดหนึ่งในประเทศไทย ซึ่งเขาให้ชื่อว่าเคอร์วุสหรือรูเคอร์วุสโชมเบิร์กกี้ (Cervus or Rucervus shomburgki) เพื่อให้เกียรติแก่เพื่อนของเขา ซึ่งได้เป็นสุลเยเนราลที่คัลกัตตา ซึ่งเจ้าของก็ไม่ทราบชื่อว่าเขาอะไร ได้มาจากที่ใด ซึ่งทำให้ไบลท์ลงความเห็นคลาดเคลื่อนไว้ในขั้นต้นว่าอาจเป็นชนิดย่อย (Subvariety) ของ รูเคอร์วุสดูโวลเซลลิ์ (แสวมป์เดียร์) ในอินเดีย

ในการที่ต่อมาเขาได้เห็นเขาชนิดเดียวกันนี้มากอันเข้า และมาจากแหล่งทีแน่นอนแห่งเดียวกัน ทำให้เขาเชื่อมั่นว่ามันต้องเป็นพันธุ์หนึ่งต่างหากแยกขาดไปจาก R. duvauceli โดยทางภูมิศาสตร์ซึ่งมีอาณาเขต แห่ง Pauolia eldi ขวางกั้นอยู่ อาณาเขตที่กล่าวนี้ตั้งต้นจากที่ลุ่มแมนนิเปอร์ มาจนถึงที่ลุ่มแห่งลำน้ำไอราวดี ในอาณาจักรไทยนั้นเป็นอาณาเขตที่กวางจำพวกบาราซิงห์ หรือ R. duvauceli ไม่เคยปรากฏเลย

เขาของเนื้อสมันคล้ายคลึงกับของบาราซิงห์มาก แต่มีบิมสั้นมากกว่าจนเห็นได้อย่างชัดเจน ทั้งยังมีเคราน์ (เขาแขนงปลายกิ่ง) ซึ่งแตกกิ่งก้านมากมายกว่า และโบรว์ไทว์ก็งามยาวกว่ามาก เหล่านี้เป็นลักษณะพิเศษเฉพาะแต่กวางชนิดนี้

เนื่องจากโปรเฟสเซอร์ไบลท์ มีความชำนาญคุนเคยกับเขากวางต่างๆ จากอินเดียมามากและโดยเหตุผลดังกล่าวแล้วเขาจึงสามารถยืนยันได้เต็มที่ว่าเนื้อสมันเป็นกวางคนละชนิดกับกวางแสวมป์เดียร์ (R. duvauceli) ในอินเดีย

สรุปแล้วเหตุผลของไบลท์ในการตั้งเนื้อสมันให้เป็นกวางชนิดหนึ่งต่างหากแยกไปจากแสวป์เดียร์ก็คือ

  1. เขาสมันได้ไปจากไทยแห่งเดียวเป็นภูมิประเทศที่ห่างไกลจากถิ่นของดูโวเซลล์มากนัก
  2. ลักษณะแปลกของเขาสมัน คือมีบีมสั้นประหลาด

ในปี 1865 เซอร์โรเบิร์ตโชมเบิร์ก ได้กลับไปอังกฤษอีกและถึงแก่กรรมลง สิ่งของอันเกี่ยวด้วยสัตวศาสตร์ ซึ่งเขาได้เก็บติดตัวมาด้วยจากเมืองไทยก็ได้ถูกเลหลัง ในจำนวนนี้มีเขาสมันงามอีก 2 คู่ ได้ถูกเลหลังให้แก่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ

ในปี 1867 ไบล์ได้แสดงปาฐกถาถึงเรื่องสมันอีก พร้อมทั้งรูปถ่ายเขาสมันอีกหลายตัว ในปาฐกถาเขาได้กล่าวไว้ว่า เขาได้ทราบอย่างแน่นอนว่า สมันผู้ตัวหนึ่งได้ถูกส่งมาเลี้ยงอยู่ในสวนพฤกษชาติในปารีส (Jardin des Plants a’ Paris) เขาได้พูดได้ด้วยว่ามีอยู่ 2 หัว ที่โบรว์ไทน์แตกแขนงปลายเป็น 2 กิ่ง

กวางที่ได้มาเลี้ยงไว้ที่สวนพฤกษชาติในปารีสนี้ เซอร์วิคเตอร์บรู๊ค ได้บรรยายในปี 1876 ว่า ได้ตายและเก็บสตั๊ฟไว้ที่ Museum d’ Histoire Naturelle ที่กรุงปารีส (ภาพที่ 2) และท่านได้กล่าวว่าสมันตัวนี้ไดถูกส่งไปจากเมืองไทยโดยมิสเตอร์ เอม. โบกูต์

Picture 002

 

เซอร์วิคเตอร์บรู๊ค ได้บรรยายไว้ว่าเขาได้รับเขาสมันเพิ่มเติมอีกหลายคู่ เขาได้รับคำบอกเล่าจากนายแพทย์แคมป์เบล ซึ่งเป็นนายแพทย์ประจำตัวกงสุลเยเนราลในเมืองไทยว่า เขาสมันเหล่านี้เขาเข้าใจว่าได้มาจากเมืองเหนือ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแคว้นลาวและแคว้นซาน (ซึ่งความเป็นจริงไม่เคยมีสมันอยู่ในป่าเมืองเหนือเลย เข้าใจว่านายแพทย์แคมป์เบลคงเข้าใจผิดในเรื่องนี้-บุญส่ง

ในปี 1872 ได้มีรายงานในหนังสือสัตวศาสตร์ P.Z.S. ว่าในสวนสัตว์เซียงไอ้ได้รับกวางสมันเข้าไปเลี้ยงไว้ตัวหนึ่ง  ว่าฝรั่งคนหนึ่งได้รับพระราชทานมาจากพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม

ในปี 1873 สวนสัตว์ที่แฮมบูร์ก ลูกกวางตัวนี้ตามรายงานจากแฮมบูร์กว่าเป็นแสวป์เดียร์ Rucervus duvauceli แต่ต่อมาอีก 4 ปี ชะรอยจะเป็นเมื่อเห็นลักษณะของเขาชัดเจนขึ้น จึงรู้ว่าไม่ใช่แสวป์เดียร์แต่เป็นเนื้อสมันจึงได้เกิดทบทวนประวัติของกวางตัวนี้ขึ้นใหม่ ก็ปรากฏว่ากวางตัวนี้พ่อของมันเป็นกวางได้มาจากกรุงเทพฯ ในปี 1862 ส่วนแม่ของมันได้รับช่วงจากเบอร์ลินอีกต่อหนึ่ง ซึ่งเข้าใจว่าคงได้รับช่วงจากเมืองไทยเช่นกัน

ต่อมาในปี 1897 พระยาราชาวรินทร์ (N.H.S.S. (Natural History Siam Society) Vol. III No.I) เจ้าเมืองสระบุรีจับได้ลูกกวางตัวหนึ่งไม่ทราบว่ากวางอะไร นัยว่าจับได้ทุ่งเขตโคราช แต่พระยาอิรทรมนตรีว่าจับได้จากหาดสองแควใกล้แก่งคอย ต้นน้ำป่าสัก (N.H.S.S. Vol.II NO.5) พระยาราชาวรินทร์ได้ให้แก่มิสเตอร์เบทเย (Bethge) ผู้อำนวยการรถไฟอีกต่อหนึ่ง มิสเตอร์เบทเยได้นำลูกกวางนี้ลงมากรุงเทพฯ ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่ามันเป็นสัตว์ที่หายากมีค่า ฉะนั้นพอเขาถูกเสียค่าโดยสารเฉพาะของกวางเพิ่มขึ้นอีก 21 บาท เขาจึงรู้สึกเสียดายยิ่งนัก เพราะเขาเห็นเป็นรายจ่ายที่สูงมากสำหรับกวางสามัญธรรมดาปีต่อมาเขากลับไปบ้านในเยอรมัน และได้มอบลูกกวางนี้ให้แก่สวนสัตว์เบอร์ลิน แต่ต่อมาไม่ช้าเขารู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างใหญ่หลวง เมื่อลูกกวางตัวนี้โต และรู้จักกันว่าไม่ช้าเขารู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างใหญ่หลวง เมื่อลูกกวางตัวนี้โต และรู้จักกันว่ามันไม่ใช่กวางสามัญธรรมดา ที่แท้มันคือเนื้อสมัน (ภาพที่1) ซึ่งใครๆ ต้องการกันเป็นอย่างยิ่ง คุ้มค่ารถไฟ 21 บาท ที่เขาเป็นเดือดเป็นแค้นเมื่อคราวนำจากสระบุรีลงมากรุงเทพฯ มากนัก

ข่าวการจับเนื้อสมันได้นี้ได้ทำความตื่นเต้นให้นักสัตวศาสตร์มากอีกพักหนึ่ง ทางห้างจามราช (Messrs Jamrach) จึงได้ส่งนักค้นคว้ามีมิสเตอร์ซ๊านซ (Chance) เข้ามาค้นหาเนื้อสมันเป็นงานใหญ่อีกครั้งหนึ่ง (N.H.S.S. Vol.III NO.1) มิสเตอร์ซ๊สนซ์ได้ใช้เวลาหลายเดือนในการติดตามและพยายามดักกวางเป็นๆ ในแขวงโคราชเป็นเวลานาน ก็ไม่ได้พบหรือเห็นเนื้อสมันเลย คงดักได้แต่ละองละมั่งเป็นจำนวนมากมาย

Picture 003

มิสเตอร์ซ๊านซ์มีรูปถ่ายเนื้อสมันเป็นๆ อยู่รูปหนึ่งและเป็นรูปเดียวที่มีอยู่ในโลกที่ถ่ายจากเนื้อสมันเมื่อมีชีวิตอยู่ สมันในรูปถ่ายนี้เข้าใจว่าจะเป็นตัวที่ส่งไปไว้ในสวนสัตว์ที่เยอรมันดังได้บรรยายมาแล้ว

มิสเตอร์พี อาร์ เค็มป์ (N.H.S.S. Vol. III NO.1) อีกผู้หนึ่ง ก็เคยได้พยายามติดตามหาเนื้อสมันในเมืองไทยอยู่หลายปี ในระยะราวปี 1910 และต่อๆ มา ได้ความจากชาวบ้านปากน้ำโพซึ่งเชื่อถือได้หลายคนว่า รูปร่างของสมันเหมือนกับละองละมั่งมาก ผิดกันที่เขาซึ่งมีหลายกิ่งมาก ยิ่งตัวเมียแล้วชาวบ้านดูแยกกันไม่ออกว่าตัวไหนเป็นละมั่งตัวไหนเป็นสมัน ฉะนั้นชาวบ้านปากน้ำโพจึงมักเชื่อกันไปว่าสมันมีแต่ตัวผู้เท่านั้น มันผสมพันธุ์กับละมั่งตัวเมีย ลูกที่ได้มาอาจมีเขาเป็นสมันบ้าง มีเขาเป็นละอง (ละมั่งตัวผู้) บ้าง

มิสเตอร์ไลล์ (LyLe, N.H.S.S. Vol. III NO. 1) ซึ่งเป็นกงสุลเยเนราลประจำกรุงเทพฯ สนใจในเรื่องสมันมากผู้หนึ่งได้พบเขาสมันมากผู้หนึ่งได้พบเขาสมันแขวนอยู่จามบ้านราษฏรหลายบ้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา ระหว่างปากน้ำโพกับอุตรดิตถ์

แฮร์โคลเบ (N.H.S.S. Vol. XI No. 1 p. 5) ก็ได้พบเขาสมันคู่หนึ่งในลุ่มน้ำป่าสักใกล้แก่งคอย

นายพี อาร์ เค็มป์ ได้รับคำบอกเล่าจากชาวบ้านแถวบัวชุม ซึ่งอยู่เลยไชยบาดาลขึ้นไปทางโคราชเล็กน้อยว่า พ่อค้าเขาสัตว์และหนังสัตวได้นำเขาสมันล่องลงมาขายทางแม่น้ำป่าสักบ่อยๆ และว่าสมันนี้พวกลาวมักจะเรียกว่าละอง

ข้าพเจ้าเข้าใจว่านาย พี อาร์ เค็มป์ จะได้รับคำบอกเล่าซึ่งไม่สู้ถูกต้องนัก เพราะตำบลบัวชุมเป็นที่ราบสูง ส่วนมากมักเป็นดงทึบ มีป่าแดง ป่าโปร่ง ป่าไผ่บ้างสลับกันเป็นตอนๆ หากจะมีสัตว์พวกกวางอยู่บ้างในแถบนั้น ก็มีเฉพาะแต่ละองละมั่ง (cervus eldi) และกวาง (malaysambar) ธรรมดา ข้าพเจ้าเชื่อว่าชาวบ้านแถบนั้นจะไม่เคยเห็นหรือรู้จักสมันเลย เมื่อถูกฝรั่งไปซักถามเข้า ก็คงเข้าใจไปว่าฝรั่งหมายถึงละองเพราะฉะนั้นจึงได้ตอบไปว่า พวกเราเรียกว่าละองและเห็นพ่อค้าเขาสัตว์นำล่องลงมาขายตามลำน้ำประสักเนืองๆ ซึ่งที่แท้คือเขาละองจริงๆ นั้นเองไม่ใช้สมันเลย และข้าพเจ้าเองก็ไม่เชื่อว่าจะมีสมันอยู่ตามบริเวณแม่น้ำสักเหนือบัวชุมได้เลย เพราะส่วนมากมักเป็นป่าดงดิบและป่าโปร่งที่ราบสูง ไม่มีทุ่งที่ราบต่ำอันกว้างขวางพอที่จะให้สมันอาศัยอยู่เป็นถิ่นที่ถาวรเป็นฝูงใหญ่ๆ ได้เลย พระยาชลมารคก็ได้เคยไปเที่ยวทางแถบนั้นพยายามไต่ถามแถวลำแควประสัก ก็ไม่ได้ความว่ามีผู้ใดตลอดแควนั้นเคยเห็นหรือเคยรู้จักเนื้อสมันเลย

เช่นเดียวกับเมื่อนายเค็มป์ไปไต่ถามพวกนายอำเภอสูงเนินถึงเรื่องเนื้อสมันนี้ ที่นั้นเป็นที่สูงเป็นป่าทึบส่วนมากชาวบ้านแถบนั้นไม่เคยเห็นเนื้อสมันเลย เมื่อถูกไต่ถามเข้าก็คงตอบส่งขอไปที่ว่า “มีครับมีอยู่ทางเหนือขึ้นไปอีก” เหนือขึ้นไปก็เป็นป่าจังหวัดไชยภูมิซึ่งข้าพเจ้าเชื่อแน่ที่สุดว่สมันไม่สามารถจะอยู่ในที่ป่าทึบและที่ราบสูงเช่นนั้นได้เลย

เช่นเดียวกับคนทางกรุงเทพฯ เมื่อถูกถามถิ่นแหล่งสัตว์ป่าเข้า ก็มักตอบชุ่ยๆ ขอไปทีและที่ขึ้นใจมักตอบบ่อยๆ ก็คือโคราช ทั้งๆ ที่บางคนยังไม่เคยเห็นเลยว่าหน้าตาท่าทางโคราชเป็นอย่างไร และโดยคำตอบชุ่ยๆ นี้เองพวกต่างประเทศที่มาค้นคว้าเนื้อสมันจึงมักเลยไปค้นกันแถวทุ่งโคราชในหมู่ละอง แทนที่จะไปค้นตามแถบทุ่งที่ราบต่ำ แถวลุ่มน้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นถิ่นที่แท้จริงของมัน

พระยาเดชานุชิตเทศาจันทบุรีในสมัยราว 50 ปี มานนี้เคยบอกข้าพเจ้าว่าท่านเคยยิงได้สมันตัวหนึ่งในทุ่งหญ้าหน้าเมืองจันทบุรี เป็นสถานที่อันเดียวที่มีผู้ยืนยันว่าเคยพบเนื้อสมันนอกไปจากลุ่มน้ำเจ้าพระยา พระยาเดชานุชิต เป็นคนได้รับการศึกษาสูงทันสมัยมีความรู้รอบตัวทั่วไปดีมาก และสนใจในกีฬาล่าสัตว์ผู้หนึ่ง จึงเป็นคำบอกเล่าที่น่าพิจารณา

พิพิทธภัณฑ์สถานแห่งอังกฤษ ได้เคยพยายามติดต่อมาทางสถานทูตของเขาในกรุงเทพฯ ขอให้พยายามจัดหาเนื้อสมัน หากไม่ได้เป็นๆ ก็ให้ซื้อกระดูกต่างๆ และหนังของสมันเท่าที่จะหาได้ส่งไปอังกฤษเพื่อศึกษาเพิ่มเติม เพราะในพิพิธภัณฑ์อังกฤษมีแต่เขาและกะโหลกเท่านั้นกระดูกส่วนอื่นๆ ไม่มีเลย ได้ติดต่อมาครั้งหนึ่งเมื่อ 1909 และอีกครั้งเมื่อ 1914 และในสมัยนั้นยังมอบเงินไว้ใช้จ่ายในการนี้ด้วย 50 ปอนด์ แต่ก็ไม่เคยได้ส่วนหนึ่งส่วนใดของสมันเพิ่มเติมไปอีกเลย

เมื่อพูดถึงแหล่งเนื้อสมันแล้ว ในหนังสือ Rowland Ward Record of Big Game เล่ม 1914 ได้กล่าวว่ามีแคว้นเขมรด้วยซึ่งไม่ถูกต้องและได้แก้ไข ข้อความตอนนี้ออกในเล่ม 1922 ว่าคงมีเฉพาะแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตามความเห็นของนายพีอาร์ เค็มป์ซึ่งว่า “อยู่ในอาณาเขตระหว่าง แล๊ตติติว์ 15’ กับ 17’ เหนือ และระหว่างลองติติวด์ 101’ กับ 103’ ตะวันออก ไม่มีทางทิศตะวัยตกของลองติติวด์ 100’ .30’’

เมเยอร์ อี ไซ เดน ฟา เดน (N.H.S.S. Vol. VI No.2) ได้กล่าวไว้ว่าเขา “ได้รับคำบอกเล่าจากนักล่าสัตว์หลายคนจากอำเภอภูเขียวซึ่งต่อมาเรียกว่าอำเภอปากบาง ว่าพวกข่าตองเหลืองซึ่งอยู่ในบริเวณดงภูเขียวนั้น สามารถใช้อาวุธหอกซึ่งทำด้วยไม้ ปลายทำให้แข็งด้วยไฟลน สามารถฆ่าสัตว์ใหญ่ๆ ได้เช่น แรด ทั้งชนิดนอเดี่ยวและสองนอ กะทิง กวาง หมูป่า และรวมทั้งเนื้อสมันด้วย” คำบอกเล่าทั้งนี้ข้าพเจ้าเข้าใจว่า คงจะสับสนระหว่างคำว่า สมัน กับ ละอง หรือ ละมั่งอีกตามเคยข้าพเจ้าไม่เชื่อว่าเนื้อสมันจะอยู่ในป่าที่พวกข่าตองเหลืองอยู่ เช่น บริเวณภูเขียวเลย นาย เอ. เคอร์ (A. Kerr. N.H.S.S. Vol V III No.2 ) ก็เคยไปที่ภูเขียว ได้ไต่ถามชาวบ้านถึงเรื่องสมันในแถบนั้นก็ปรากฏว่าไม่มีใครเคยพบเห็นเลย

ผู้ที่พยายามติดตามเนื้อสมันมากอีกผู้หนึ่ง คือ นายอาร์บีโกต์ (Brigadier Gen. R. Pigot, N.H.S.S. Vol V III No.1) เขามีรูปภาพของเนื้อสมัน เขาลออ เขากวาง ฯนฯ ติดตัวและท่องเที่ยวไต่ถามไปตามหมู่บ้านตำบลต่างๆ หลายต่อหลายจังหวัดในเมืองไทยในปี 1928

เขาตั้งต้นค้นคว้าโดยเดินทางตรงไปโคราชตามเคย เช่นเดียวกับพวกฝรั่งต่างๆ ซึ่งมักจะได้รับคำบอกเล่าอย่างส่งเดชต่างๆ ซึ่งมักจะได้รับคำบอกเล่าอย่างส่งเดชให้ไปทางทิศนั้นก่อนเสมอ เขาเอาภาพถ่ายเขาสมัน และกวางชนิดอื่นๆ เที่ยวไต่ถามบรรดาข้าราชการพ่อค้าเขาสัตว์ หนังสัตว์ หมอยาจีน และคนอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมากมายโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ แต่ก็ไม่ได้ความ ไม่มีใครที่แสดงความรู้จักหรือเคยเห็นแม้แต่เขาสมันเลยแม้แต่คนเดียว

ที่หนองวัด หนทางจากโคราชไปขอนแก่น มีชาวบ้านคนหนึ่งซึ่งมีชื่อเสียงว่าเป็นนักล่าสัตว์ที่เก่งกล้ามาก ซึ่งเป็นคำตอบส่งเดชชุ่ยๆ อวดรู้ตามเคนเพราะสมันไม่ใช้สัตว์ที่อยู่บนเขาเลย  จากนี้เขาก็ไปขอนแก่น อุดร และจังหวัดอื่นๆ ต่อไปทางอีสาน เอารูปเขาสมันเที่ยวไต่ถามเรื่อยๆ ไปก็ไม่พบคนรู้จัก หรือให้ความเห็นใดๆ อันพอเป็นที่เชื่อถือได้เลย

กลับจากอีสานเขาจึงเลยไปพิษณุโลก ซึ่งมีข้าราชการกรมป่าไม้ผู้หนึ่งยืนยันกับเขาอย่างแน่นอนว่ามีอยู่ทางตอนเหนืออำเภอวิเชียร ฉะนั้นเขาจึงขึ้นไปทางเพชรบูรณ์ ล่องแม่น้ำป่าสักหรือแม่น้ำสักลงมาจนถึงอำเภอวิเชียร ฉะนั้นเขาจึงขึ้นไปทางเพชรบูรณ์ ล่องแม่น้ำป่าสักหรือแม่น้ำสักลงมาจนถึงอำเภอวิเชียร นายอำเภอได้ช่วยเหลือเขาเป็นอย่างดีเรียกประชุมลูกบ้านเอารูปเขาสมันให้ดูทุกๆ คน แล้วก็ไต่ถามดูก็ไม่มีใครเคนรู้เรื่องสมันเลยแม้แต่คนเดียว

จากวิเชียร์เขาลงมาบัวชุม มาพบกับเจ้าเมืองเพชรบูรณ์ ซึ่งกำลังลงมาตรวจราชการที่นั้น เจ้าเมืองสนใจในการค้นคว้าของเขามาก จึงได้ช่วยเหลือโดยเรียกประชุมชาวบ้านทั้งหมด เอารูปให้ดูแล้วไต่ถาม ก็ไม่ปรากฏว่ามีใครเคยรู้เห็นแม้แต่คนเดียว แต่ส่วนรูปเขากวางป่าและละองนั้น พวกชาวบ้านรู้จักกันดีแทบทุกคน

ออกจากบัวชุมนายปีโกต์ลงมาไชยบาดาล และที่นี่เองที่เขาพบคนรู้จักสมันจริงๆ เข้าคนหนึ่ง คือ นายอำเภอที่นั้นเอง นายอำเภอพอเห็นรูปก็บอกได้ทันทีว่า “สมัน” และเขายืนยันว่ามีทางนครนายก  ตัวเขาเองเป็นนายอำเภอที่นั้นและเขายืนยันว่าเขารู้แน่ในเรื่องนี้ ชาวบ้านผู้หนึ่งในอำเภอนี้ก็ยืนยันเช่นเดียวกัน

ฉะนั้นเขาจึงลงมาที่แก่งคอย นายอำเภอแก่งคอยก็พูดอย่างเดียวกับที่ไชยบาดาล ชาวบ้านที่นั้นก็กล่าวเช่นเดียวกัน เขาดีใจมากที่ได้ความแจ่มใสขึ้นมาบ้าง เขาจึงรีบเลยไปนครนายก ท่องเที่ยวไปตามทุ่งนาซึ่งอยู่ใกล้ภูเขา ได้ความแต่เพียงว่า เมื่อหลายปีมาแล้วก่อนเปิดทำนา เนื้อสมันมีมากในแถบนั้นจริง แต่เมื่อเปิดทำนาแล้วก็หนีร่นไปทางทิศตะวันอออกไปทางอรัญประเทศ

นายอาร์บีโกต์ติดตามเรื่อยๆ ไปจนถึงกบินทร์บุรี และที่กบินทร์นี้เขาก็ถูกนักเลงเดาสวดพ่นให้ฟังว่า ที่อรัญมีกวางชนิดนี้เป็นฝูงๆ  ขับรถฉายไฟไปกลางคืนก็พบเนืองๆ ชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่งที่นั้นก็ยืนยันเช่นเดียวกัน และยังได้กล่าวว่าเขาเห็นเขาสมันแขวนอยู่ตามบ้านชาวบ้านสำหรับแขวนหมวกแขวนเสื้อแทบทุกหลังคาบ้านเรือน เมื่อเขาได้รับคำบอกเล่าเช่นนี้ก็หมดศัทธา เพราะเดาได้ถูกว่า 2 คนนี้คงไม่รู้จักสมันคงใช้คำว่า “สมัน” ไปปนกับคำว่าละอง ละมั่ง เช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วๆ ไปอีกตามเคย

เขาได้รับความยุ่งยากในเรื่องการใช้ชื่อสับสนของชาวบ้านเหล่านี้ไม่น้อย บางคนก็เรียกกวางป่าธรรมดา (samber) ว่าสมัน ที่เขาดิน ที่กรุงเทพฯเมื่อเร็วๆนี้ ก็เรียกกวางป่า (samber) ว่าสมันเช่นเดียวกัน บางคนแม้แต่ละอง หรือแม้แต่อีเก้งก็ยังไม่รู้จัก กลับเรียกว่าสมัน ส่วนรูปเขาสมันเองนั้น ชาวบ้านบางคนโ.จนเรียกว่าวัว และบางคนก็เรียกรวมๆกันไปว่าเนื้อ

ผลของการท่องเที่ยว ค้นหาสมันของนายอาร์ปีโกต์ ในครั้งนั้นก็คือ ได้รับความรู้แต่เพียงว่า “ครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีมาแล้ว เคยมีจชุมในทุ่งนครนายก ซึ่งได้ศูนย์พันธุ์ไปเพราะการเบียดทำนา”

พระยาชลมารคพิจารณ์ (N.H.S.S. Vol VIII No.4) ซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อ 2492 เมื่อครั้งท่านยังมีชีวิตอยู่ สนใจในเนื้อสมันนี้มากผ็หนึ่ง ในระหว่างที่ท่านยังคงเป็นอธิบดีกรมชลประทาน ท่านได้พยายามไต่ถามคนงานและชาวบ้านอยู่เสมอ ถึงเรื่องเนื้อสมัน ครั้งหนึ่งหัวหน้าคนงานของท่านผู้หนึ่งซึ่งอายุมากแล้วได้ยืนยันว่า เมื่อครั้งเขายังหนุ่มๆ เขาเคยได้เห็นเนื้อนี้มีอยู่ชุกชุมระหว่างแม่น้ำสุพรรณบุรี กับ แควน้อย ชายชราผู้นั้นบอกลักษณะเนื้อสมันทุกอย่างได้ถูกต้องไม่ไขว้เขว ปะปนกับละอง ละมั่งแน่ เป็นอันเชื่อถือได้แน่นอน

ฉะนั้นในปี 1926 เจ้าคุณชลมารคจึงส่งคนขึ้นไปตำบลดังกล่าวแล้ว ได้ความแต่เพียงว่า ครั้งหนึ่งมีมากจริง แต่บัดนี้ทุ่งเหล่านั้นได้ถูกเบียดทำนา และสมันก็เลยหายสาบสูญไปด้วย

Picture 004

 

ในปี 1928 เจ้าคุณไปตรวจราชการที่คลองมะขามเฒ่า ได้รับข่าวชาวบ้านบอกว่า มีเนื้อสมันที่หลบซ่อนอยู่ตามทุ่งแถวนั้นตัวหนึ่ง ท่านรู้สึกตื่นเต้นมา และอยากจับมาก แต่ไม่มีเวลาเพราะติดราชการสำคัญ ต่อมาในปี 1930 ได้รับข่าวมาว่าหายสาบสูญไปเสียแล้ว

ชาวบ้านเคยให้เขาสมันแก่เจ้าคุณอันหนึ่ง ว่าเป็นเขาหลุด เก็บได้ในป่าสุพรรณ จะเป็นจำบลใดนั้นก็บอกไม่ชัดเจน (ภาพที่ 4) ชาวบ้านสุพรรณในสมัยนั้นมีเขาสมัน แขวนอยู่ตามบ้านทุกบ้าน ท่านได้ใช้ให้คนลงไปเอาเขาเหล่านี้มาบ้าง แต่ก็ไม่ได้ความว่าเขาเหล่านั้นเขาได้เก็บหรือยิงมาจากป่าใดเมื่อใด

ในปี 1926 เมื่อเจ้าคุณชลมารคไปตรวจราชการที่จระเข้สามพัน ท่านถามนายอำเภอที่นั้นว่าเคยได้ยินได้เห็นเนื้อสมันหรือเปล่า นายอำเภอที่นั่นบอกว่ารู้จัก และยังได้ยิงได้ตัวหนึ่งเมื่อ 3 ปีมาแล้ว นายอำเภอยังได้เอาเขาสมันตัวนั้นมาให้ดู ซึ่งเจ้าคุณจำได้แน่ว่าเป็นเขาสมันจริงๆ น่าเสียดายยิ่งนักที่ถูกยิงตายเสียก่อน

พระอภัยวงศ์ก็เคยสนใจอยากได้เนื้อสมันนี้เป็นๆ เพื่อเลี้ยงไว้ไม่ให้ศูนย์พันธุ์ ท่านได้อุตส่าห์เอาช้างพาหนะไปจากปราจิน ไปท่องเที่ยวค้นคว้า ทางตะวันตกของแม่น้ำสุพรรณแต่ก็ไม่ได้ผล

                เจ้าคุณชลมารคได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อ 40 ปีมาแล้ว บิดาของท่านคือ ดอกเตอร์ใหญ่ สนิทวงศ์ เมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการบริษัท Siam Canals, Land & Irrigation อยู่ควบคุมงานการขุดคลองระบายน้ำ เพื่อการทำนาในทุ่งรังสิต ท่านบอกเจ้าคุณว่าในสมัยนั้น เนื้อสมันมีชุมมากตามทุ่งรงสิต เคยยิงได้แถวประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ (ภาพที่ 5) ในฤดูน้ำท่วม เนื้อนี้จะหนีน้ำไปอยู่ตามเกาะที่ดอน ชาวบ้านก็ชวนกันไปด้วยเรือม่วง แล้วไล่แทงเอาตามชอบใจอย่างง่ายดาย ในฤดูร้อน บางคนก็เอาเขาสมันมาตาก หรือตะไบข้างหลังออก ทำให้น้ำหนักเบา

Picture 005

 

 

 

 

 

แล้วก็สวมติดไปบนศรีษะคลานเข้าไปได้จวนถึงตัวสมันแล้วก็แทงเอาอย่างง่ายดาย เพราะมันไม่มีใครหนี เพราะเห็นเขาก็นึกว่าเป็นพวกเดียวกัน (ถาพที่ 6 และ 7)

 

 

 

 

 

 

 

 

Picture 006

Picture 007

เนื้อสมันในสมัยนั้นมีชุม ไปจนถึงตำบลบางปลากด และทุ่งดงละคร ในนครนายก ชาวบ้านทุ่งดงลครในหน้าน้ำท่วม มักชอบชวนกันขี่ควาย ไปล้อมแทงเนื้อสมัน ซึ่งหนีน้ำขึ้นไปอาศัยตามเกาะที่ดอน (ภาพที่ 8) เพราะควายเดินได้ทนทั้งในโคลนและน้ำ แต่สมันลุยน้ำเหนื่อยง่าย ชาวนครนายกสมัยก่อนเป็นนักม้าที่มีม้าขี่ดีดีกันมาก ที่ไม่ใช้ม้าคงเป็นเพราะม้าไปได้ไม่ทนในโคลนและน้ำ จึงใช้ขี่ควายแทน ในสมัยดังกล่าวนี้ ช้างก็ยังคงมีลงมาหากินในทุ่งรังสิตเป็นโขลงๆ เนืองๆ พระยาอินทรมนตรีว่า ที่บ้านสร้าง บางพลวง และบางกระเบา คิดกับปราจีนก็เคยมีสมัน

พระยาอินทรมนตรี (F.H. Giles) มีความเห็นว่า ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในภาคกลางนี้ เมื่อพันปีกว่ามานี้ยังเป็นทะเลอยู่ เพิ่งตื้นขึ้นมาเป้นแผ่นดินในสมัยราวพันปีมานี้เอง โดยมีแผ่นดินงอกเรื่อยๆ ออกไปสู่อ่าวสยามคิดเฉลี่ยแล้วราว 1 ไมล์ต่อ 20-30 ปี ฉะนั้นเมื่อครั้งกระโน้นเนื้อสมันคงอาศัยอยู่ตอนเหนือวงนอกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งท่านเข้าใจว่าจะอาศัยอยู่ตามแถวทุ่งของลพบุรี สุพรรณบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี นครสวรรค์ กำแพงเพชร สุโขทัย สวรรคโลก ตาก พิจิตร พิษณุโลก และอุตรดิตถ์ นี่เป็นความเห็นของท่านที่บันทึกไว้ใน  N.H.S.S. Vol. XI No. 1 p.10 แต่ไม่ได้อ้างหลักฐาน เหตุผล ไว้ด้วย

พระยาอิทรมนตรีกล่าวว่า สมัยก่อนนี้เมืองไทยไม่ได้ติดต่อกับต่างประเทศ ทำนากันแต่พอกินในบ้านเมืองของตัว แต่ภายหลังที่สยามประเทศได้เปิดติดต่อค้าขายกับต่างประเทศในปี 1850 แล้ว สินค้าข้าวเป็นสินค้าออกที่สำคัญ คนไทยตื่นตัวทำนากันมากขึ้น ฉะนั้นเมื่อรัฐบาลได้ทำทางรถไฟขึ้นไปทางสายเหนือ ได้พาเอาประชาชนจังหวัด เพชรบุรี ราชบุรี นครไชยศรี และอยุธยา ขึ้นไปจับจองที่ดินทำนากันเป็นจำนวนมาก ได้ทำลายสถานที่อยู่ของสมัน และฆ่าสมันในแถบนั้นหมดภายในไม่กี่ปี

Picture 008

Picture 009

นาย อู กูเลอร์ (U. Guehler) ได้บันทึกไว้ใน N.H.S.S. Vol. IX No. 1 ว่าหลวงวิศิษฐ นายอำเภอกาญจนบุรีได้เล่าให้ฟังว่า นายสิบตำรวจผู้หนึ่งชื่อนายเลียน ยิงได้เนื้อสมันตัวหนึ่งในราวต้นปี 1932 ที่แควน้อย กาญจนบุรี ว่าวิ่งไปกับฝูงละมั่ง หรือละอง หลวงวิศิษฐว่า เมื่อเห็นเขาใหม่ๆก่อนปั้นศรีษะนั้น เห็นเนื้อและหนังยังติดอยู่ เชื่อแน่ได้ว่ายิงมาไม่นานนัก (ภาพที่ ๙) นอกจากตัวนี้แล้วหลวงวิศิษฐได้บอกว่า ที่แควใหญ่กาญจนบุรี ก็ยิงได้ 1 ตัวเช่นเดียวกันเมื่อไม่นานมานัก

Picture 010 

แต่เรื่องนี้ นาย ซี. เอซ . สต๊อกเล่ย์ N.H.S.S. Vol. XI No. 1  กล่าวว่าบางคนอาจจะอยากให้พวกนักล่าสัตว์ไปเที่ยวป่านั้นมากๆ เพราะทุกคนทราบว่าต่างประเทศต้องการมาก อาจเอาศรีษะสมันซึ่งยิงแล้วหลายๆปี แต่หนังหน้าผากยังติดอยู่ไปแช่ในน้ำเกลือ เนื้อที่แห้งติดกะโหลกก็จะอ่อนนุ่ม ดูเป้นเนื้อหนังใหม่ๆ คล้ายเพิ่งถูกยิงมาก็ได้ นายสต๊อกเล่ย์ยังไม่ปลงใจเชื่อว่าจะเพิ่งยิงมาใหม่ๆ จริงๆนัก

ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติของเรา มีเขาสมันแปลกอยู่คู่หนึ่ง (ดูภาพ ๑๑) ประวัติของเขาสมันคู่นี้มีว่า คนจับปลาคนหนึ่งชื่อนายขาว งมพบในขณะที่กำลังจับปลา ที่บึงแห่งหนึ่งที่ลำท่ามะนาว ในอำเภอนางบวช สุพรรณบุรี ราวปี ๑๘๕๘ เขานี้เมื่อได้มาใหม่ๆกะโหลกไม่แตก เพิ่งมาแตกตอนที่นายขาวเอาใส่เกวียนกลับบ้าน ต่อมาในปี ๑๘๘๑ นายขาวได้ยกให้นายคำ นางโล แล้วต่อมาก็ตกไปเป็นของบุตรเขย ซื่อหลวงบริบูรณ์พลากรยกให้พระยาวิสยาภิผลในปี ๑๙๒๔ พระยาวิสยาเห็นเป็นของแปลก และท่านคงไม่ทราบว่าเป็นเขาอะไร จึงให้พิพิธภัณฑ์สถานยืมเพื่อตั้งให้ประชาชนชมตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ป้ายที่ติดเขานี้ ทางพิพิธภัณฑ์ได้เขียนไว้ว่า “เขาสัตว์ประหลาด จะเป็นเขาสัตว์อะไรยังไม่ทราบ” เพิ่งมาเปลี่ยนว่าเป็น “เขาสมัน” ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ ปลายปี

 

 

Picture 011

Picture 012

เขาคู่นี้วัดโดยนายอู กูเลอร์ มีขนาดดังนี้

ยาวตามโค้งนอก                  ๒๘”

รอบวงเขา ขวา                      

รอบวงเขา ซ้าย                     ๑๐”

ปลายถึงปลาย                       ๒๕”

วงในกว้างที่สุด                    ๓๒”

จำนวนกิ่งขวา                       6 กิ่ง

จำนวนกิ่งซ้าย                       6 กิ่ง

รูปร่างของเขาคู่นี้เป็นเขาสมันอย่างไม่มีปัญหา แต่ลักษณะลำเขาโตกว่าปกติเกือบเท่าตัวคลุมไปด้วยวัตถุเหมือนหินปูนเป็นเม็ดๆทั่วไป ทั้งกิ่งเขาคล้ายฟองน้ำสีขาว ดูเผินๆก็อาจเข้าใจไปว่าเนื่องจากแช่ในน้ำนานๆจึงเปลี่ยนเป็นเช่นนั้น

นายอู กูเลอร์ (N.H.S.S. Vol. XI No. 1  ) ให้ความเห็นถึงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของเขาคู่นี้ ว่าคงเป็นไปในทำนองเดียวกับเขาสมันอีกคู่หนึ่งซึ่งเก็บอยู่ในพิพิธภันฑ์อังกฤษ (ดูภาพ ๑๒)

เหตุแห่งการเปลี่ยนแปลงของเขาอันหลังนี้ ได้บรรยายไว้ใน Proceedings of the Zoological Society of Great Britain เมื่อ ๑๘๗๖ โดยเซอร์วิคเตอร์บรู๊ค ดังต่อไปนี้

“ผิวนอกทั้งหมดของเขาประหลาดคู่นี้ปกคลุมไปด้วยเม็ดกระดูกหนาๆ ขรุขระและมีรู้ลึกๆ ขั้นอยู่ระหว่างเม็ดกระดูกนี้ทั่วๆไปซึ่งทำให้วงรอบของเขาเพิ่มมากขึ้น และทำให้ปลายกิ่งของเขาทู่ไม่แหลม ได้ผ่ากระดูกนี้ตรวจดู เห็นว่าลักษณะกระดูกภายในก็เหมือนกับที่เห็นภายนอก ฉะนั้นจึงทำให้น้ำหนักมากซึ่งหนักเกือบ 2 เท่า ของเขาธรรมดา”

“เข้าใจว่า ความพิการอย่างแปลกของเขานี้ คงเป็นผลจากที่ต่อมอัณฑะของกวางตัวนั้นเป็นอันตราย ได้เคยเห็นเขากวางอื่นๆหลายคู่เป็นเช่นนี้เมื่อถูกตอน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ความรู้ในเรื่องความพิการ ของต่อมอัณฑะจะเกี่ยวข้องทำให้เขาพิการไปด้วยอย่างไรนั้น ต้องศึกษาและทดลองต่อไปอีกมาก เท่าที่รู้กันเกือบจะแน่นอนในขณะนี้คือ

(1) ถ้ากวางถูกตอนเรียบร้อยภายในอายุ 6 เดือน จะไม่มีเขางอกอีกเลยตลอดอายุ

(2) ถ้ากวางถูกตอนในขณะเขาอ่อน การเจริญต่อไปของเขาจะหยุดทันที เม็ดมละที่เขาจะมีต่อไป และเขามักจะมีลำขนาดใหญ่ขึ้นกว่าธรรมดามาก

(3) ถ้ากวางนั้นถูกตอนเมื่อเขาแก่เต็มที่แล้ว เขานั้นจะหลุดหรือเปลี่ยนเขาเร็วกว่าฤดูหรือกำหนดที่ควร แล้วจะมีงอกเขาธรรมดาหรือไม่ครบบริบูรณ์อย่างธรรมดาทั้งรูปร่าง และขนาด งอกมาแทนที่ทันที”

รูปร่างเนื้อสมัน

บันทึกรูปร่างของเนื้อสมันโดยสัตว์ศาสตร์ที่เชื่อได้นั้นหายากมาก เท่าที่ข้าพเจ้าค้นหาได้นั้น จากหนังสือของด๊อกเตอร์ เอ.อี. เบรม (Dr. A.E. Brehm) ชื่อ Thierleben พิมพ์จำหน่ายในเยอรมันในปี ๑๘๖๕ ในเล่ม 2 หน้า 462 แต่ในคราวที่ท่านผู้นี้ทำบันทึกนี้ ท่านยังเข้าใจว่าสมันเป็นสัตว์ชนิดเดียวกับบาราซิงห์ หรือ สแวมป์เดยร์ (C. duvauceli) ในอินเดียอยู่ เพราะในขณะที่ท่านทำบันทึกอันนี้ ดูเหมือนจะเป็นสมัยเดียวกัน หรือเป็นระยะก่อนหลังกันไม่กี่มากน้อยกับที่โปรเฟสเซอร์ไบลท์กำลังตั้งชื่อสมันให้เป็นชื่อตระกูลใหมคือ (C. schomburgki) แต่เราทราบดีว่าท่านบันทึกลักษณะของกวางตัวหนึ่งที่เป็นสมัน ไม่ใช่บาราซิงห์เพราะสัตว์ตัวนั้นถูกส่งไปจากกรุงเทพฯ

ดร.เอ.อี. เบรม บันทึกไว้ดังต่อไปนี้

“บาราซิงห์ในสวนสัตว์แฮมเอร์กตัวนี้ ถูกส่งตรงมาจากเมืองไทยเมื่อมันยังเล็กมาก แต่เริ่มสอนมีเขาเล็กๆแล้ว พอมาถึงก็เปลี่ยนเขา คือเขาหล่นในเดือนกุมภาพันธ์ เขาคู่ต่อมาที่งอกแทนมี 14 กิ่ง และอีกปีต่อไปผลัดเขาแล้วก็มีใหม่อีก 14 กิ่ง แต่ใหญ่ขึ้น”

“ข้าพเจ้าสอบถามไม่ได้ว่าความว่า สัตว์นี้ติดสัตว์ในฤดูใด เดือนใด หรือสัตว์ตัวนี้คลอดเมื่อไหร่ แต่พิจารณาตามระยะที่มันผลัดเปลี่ยนเขาแล้วเข้าใจว่า ฤดูติดสัตว์คงเหมือนกับในเรดเดียร์ เท่าที่ได้สังเกต กวางตัวที่สังเกตนี้คุ้นกับความหนาวได้เร็ว มันเป็นกวางที่สวยงาม น่าเลี้ยงไว้ในสวนหรือปาร์คไม่น้อย การวางหัววางท่าของมันสง่าและดูท้าทาย กิริยาท่าทางดูน่ารัก แต่เต็มไปด้วยการถือตัวและหยิ่ง ช่างเล่นและติดจะซนกว่ากวางชนิดอื่นๆมาก

“มันชอบเล่นและคุ้นกับคนเลี้ยงมาก เข้าใจเสียงคน เรียกเข้าก็เดินตาม แต่ถ้าเผลอเข้า มันก็มักจะขวิดหยอกเล่น มันชอบท้าทาย และขวิดกวางคอกข้างเคียง โดยขวิดกับรั้วเหล็กซึ่งขั้นกลาง มันชอบท้าขวิด แม้แต่กวางอื่นจะใหญ่กว่ามันมาก ฉะนั้นทางสวนสัตว์จึงจำต้องย้ายกวางอื่นๆไปไว้คอกอื่นให้ห่างไกล เพราะกลัวมันจะขวิดเขาหักเสีย เสียงร้องของมันสั้น แต่มีเสียงสูง ซึ่งมีเสียงร้องคล้ายกับเสียงเด็กซึ่งร้องหวีดด้วยความกลัว แต่สั้นกว่ามาก มันร้องแทบตลอดทุกฤดู เข้าใจว่าคงร้องด้วยความสนุกของมันเอง ไม่มีความประสงค์อื่นใด หากร้องเรียกมัน มันก็ร้องรับ

การโต้เถียงว่า สมันเป็นกวางชนิดใหม่(Species) ใหม่

หรือเป็นชนิดเดียวกันกับ แสว็มป์เดียร์

โดยเหตุที่ ด๊อกเตอร์ อี.เอม.เบรม เข้าใจไปว่าเนื้อสมันตัวที่ส่งจากกรุงเทพฯ ไปไว้ในสวนสัตว์ที่แฮมบรวก เป็นบาราซิงห์ หรือ แวมป์เดียร์ (C. duvauceli) เพราะเป็นสมันตัวแรกที่ท่านได้เห็น และทั้งมันยังเล็กอยู่ไม่โตเต็มที่ และทั้งในขณะความคิดที่ว่าสมันเป็นกวางอีกชนิดหนึ่งต่างหากจากบาราซิงห์ ก็ยังไม่ปรากฏ หรือเพิ่งเริ่มปรากฏ เพราะเป็นสมัยที่ไล่เลียกับโปรเฟสเซอร์ไบลท์ตั้งชื่อชนิด (Species)ให้มันว่า C. schomburgki ดังบรรยายไว้ในตอนต้น ฉะนั้นพระยาอินทรมนตรี (F.H. Giles) ซ฿งมีความเลื่อมใสว่าด๊อกเตอร์เบรมเป็นนักสัตวศาสตร์อันลือชื่อ จึงเชื่อตามคำของด๊อกเตอร์เบรมว่า สมันคือบาราซิงห์ หรือแสว็มป์เดียร์ (C. duvaceli) ในอินเดียนั่นเอง หากผิดเพี้ยนไปจากเดิมบ้าง ก็ไม่น่าจะถึงกับเรียกว่าเป็นอีกพวก (Species)ใหม่ไปต่างหากอย่างมากควรเป็นเพียง (Subsprcies) และควรได้ชื่อว่า  Rucervuzs duvauceli Siamensis หรือหากจะให้เกียรติแก่เซฮร์ โชมเบิร์ก ก็ควรเรียกว่า Rucervus duvauceli shomburgki (N.H.S.S. Vol.XI No.1)

พระยาอินทรมนตรีได้พยายามพิสูจน์ว่าสมันนี้ชะรอยจะเป็นกวางบาราซิงห์ที่เจ้าอินเดีย ซ฿งอพยพเข้ามาอยู่ในเมืองไทยนำเข้ามาเลี้ยง เป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อความสวยงามหรือเพื่อประดับเกียรติ หลุดเข้าป่ากลายเป็นสมันไป แลเพราะอาหาร หรือหญ้า น้ำเมืองไทย คงดีกว่าในอินเดีย สมันจึงมีเขาที่แตกกิ่งก้านมากมายกว่าบาราซิงห์ในอินเดีย ซึ่งดูเป็นนิยายที่นายกูเฃอร์ว่าเป็นไปได้ยาก และข้าพเจ้าเห็นว่า ถ้าหากเมืองไทยมีหญ้าน้ำบริบูรณ์ สมันก็ควรมีรูปร่างสูงใหญ่กว่าบาราซิงห์ แต่ความจริงสมันตัวเล็กกว่า ความสูงต่ำกว่าบาราซิงห์ราว 4-5 นิ้วฟุต ไฉนเมื่ออาหารหรือหญ้าน้ำดีจึงไปใหย่อยู่แต่ที่เขา แต่ส่วนร่างกายกลับเล็กลง

เจ้าคุณอินทร์บรรยายว่า จริงอยู่ในปัจจุบันนี้ ในประเทศพม่าไม่มีทั้งบาราซิงห์และสมัน แต่ท่านเข้าใจว่าครั้งหนึ่งคงเคยมีแต่ตายไปหมดแล้ว และลืมกันเสีย ซึ่งนายกูเลอร์ว่าฟังยากเช่นเดียวกัน หากเคยมีจริงก็คงมีซากเหลืออยู่บ้าง แต่ความจริงไม่มีใครเคยเก็บพบเขาบาราซิงห์หรือสมันที่ตายหล่น หรือฝังอยู่ในพื้นแผ่นดินพม่าเลย

พระยาอิทรมนตรี (F.H. Giles) เห็นว่าเขาสมันกับบาราซิงห์หรือ แสวมปืเดียร์มีรูปร่างเช่นเดียวกัน ส่วนที่ว่าบีมของเขาสั้นราว 1/3 ของความยาวของเขาทั้งหมด ท่านว่าท่านได้ตรวจดูเขาสมัน 18 คู่ ของมิสเตอร์ อี.ดับบลิว. ทรอตเตอร์ (ภาพที่ 13) แล้วเห็นว่ามี 6 คู่เท่านั้นที่บีมยาว 1/3 ส่วนอีก 8 คู่นั้นบีมยาวราวครึ่งของความยาว แล้วมีอีกตั้ง 4 คู่ ในจำนวนทั้งหมด 18 คู่ ที่มีบีมยาวกว่า 2/3 ของความยาวทั้งหมด

Picture 013

 

ความเห็นในเรื่องความยาวของบีมของเขานี้ พระยาอินทร์ได้รับความเห็นสนับสนุนจากแฮร์ ฟอน อาเรนชิลดท์ (Herr von Arentschildt)ด้วยอีกผู้หนึ่งว่าบีมของเขาสมันมีหลายคู่ที่ยาวมากกว่า 2/3 ของความยาวของเขา

เรื่องนี้ข้าพเจ้าได้พยายามศึกษาโดยวัดความยาวของส่วนต่างๆของเขาสมัน 40 หัว ดังรายละเอียดข้างท้ายแล้วเห็นว่าไม่เป็นความจริงตามความเห็นของพระอินทรมนตรีและอาเรนชิลดท์ และทั้งหมดมียาวเพียง 1/3 ของความยาวทั้งหมดของเขา เขาสมัน 18 คู่ที่เคยเป็นของทรอตเตอร์ ซึ่งพระยาอิทร์อ้างมาเป็นหลักฐานนั้นเล่า บัดนี้ก็มาอยู่ที่ข้าพเจ้า (ภาพที่ 13) และไม่มีเขาคู่ใดในจำนวนทั้งหมดนี้ที่มีบีมยาวตั้ง 2/3 หรือแม้แต่เพียงครึ่งเดียวของความยาวของเขาเลย ผู้อ่านจะสังเกตได้จากภาพที่ 13

นอกจากนี้นาย อู กูเลอร์ ยังได้ชี้ให้เห็นชัดใน N.H.S.S.Vol.XIII No.1 p.45 ว่านอกจากบีมสั้นมากดังกล่าวแล้ว ลักษณะการแตกของแขนงของปลายของมัน มันก็แตกออกมาจนดูเหมือนตะกร้า ซึ่งคนไทยเรามักเห็นและเรียกกันว่ากวางเขาสุ่ม ซ฿งผิดกับแสว็มป์เดียร์นั้น ไม่เคยปรากฏว่าเป็นเช่นนี้ ไลเด๊กเกอร์ และดันบาร์ แบรนเดอร์ ก็ยืนยันว่า โบรว์ไทน์ของแสว็มป์เดียร์ไม่แตกกิ่ง ลักษณะการผิดกันของโบรว์ไทน์นี้ก้สำคัญพอที่จะสนับสนุนให้เนื้อสมันเป็นกวางชนิดหนึ่งเป็นพิเศษ แยกจากชนิดอื่นๆได้อีกเหตุหนึ่ง

 

Picture 015

 

Picture 015 Picture 014

เขาแสวมป์เดียร์หรือบาราซิงห์ในอินเดียนี้ ส่วนมากมีเพียงข้างละ 5 กิ่ง มีคู่งามๆน้อยคู่ ที่มีกิ่งมากขึ้นมีข้างละ 6 – 8 กิ่งจากสถิติในหนังสือ Records of Big Game ของ Rowland Eard ปรากฎว่ามีงามพิเศษอยู่เพียงคู่เดียวที่มีกิ่งมากกว่าข้างละ 8 กิ่ง คือเขาของ Hon.E.S. Montagu ซึ่งมีจำนวนกิ่งข้างหนึ่ง 11 กิ่ง อีกข้างหนึ่ง 8 กิ่ง คู่งามรองจากนี้มีข้างหนึ่ง 8 กิ่งอีกข้างหนึ่ง 7 กิ่งเท่านั้น

ความเห็นนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเวลานี้เชื่อว่าสมัน เป็นสัตว์ชนิด (Species) หนึ่งต่างจากบาราซิงห์หรือแสวมป์เดียร์ในอินเดีย ไม่มีใครเห็นด้วยกับ ดร.เบรม หรือพระยาอินทรมนตรี หรืออาเรนชิลดท์ เลย นายอู กูเลอร์ ซึ่งเป็นชาวเยอรมันเช่นเดียวกับเบรม และอาเรนชิลดท์ก็ไม่เห็นด้วยกับเบรม และยืนยันว่านักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันทั่วไปในปัจจุบันก็ไม่เห็นด้วยกับความเห็นของเบรมในเรื่องนี้ ทุกคนเห็นพ้องกับโปรเฟสเซอร์ ไบลท์ของอังกฤษว่ามันเป็นกวางพันธุ์หนึ่ง ต่างหากอย่างแน่นอน

Picture 016

 

ลักษณะเขาสมัน

ก่อนที่จะตั้งต้นศึกษาขนาดของเขาสมัน ข้าพเจ้าขอแนะนำให้ผู้อ่านรู้จักชื่อส่วนต่างๆ และกิ่งต่างๆ ของเขานี้เสียก่อนดังภาพที่ 16 เขานี้ เรามักเรียกกันว่า เพดิเคิล (Pedicle)โคนเขาที่ตั้งต้นจากเพดิเคิลนี้มีลักษณะคล้ายวงแหวน เราจึงเรียกกันว่าวงแหวน (Ring or Burr)

เหนือจากวงแหวนขึ้นไปราว 1 นิ้วฟุต มันจะแตกกิ่งออกมาข้างหน้า ข้างละ 1 กิ่ง ซึ่งคนไทยมักเรียกกันว่ากิ่งรับหมา (Browtine) กิ่งรับหมานี้แยกจากลำเขาเดิมเกือบตั้งได้ฉากทอดลงไปข้างหน้าตั้งเป็นมุมแคบราว 60 ดีกรี กับสันหน้าผากแล้วก็โค้งขึ้น ปลายกิ่งรับหมาทั้งสองแยกออกไปข้างๆเล็กน้อย ทำมุมราว 30 ดีกรีระหว่างกัน ปลายเขากิ่งรับหมามักยาวโค้งงอนสวย และมักแตกปลายเป็นสองกิ่ง

ลำเขาหรือบีม (Beam)งอกขึ้นไปจากที่ได้แยกเป็นกิ่งรับหมา แล้วราวอีก นิ้วฟุตก็แยกออกเป็น สองกิ่ง เขาสองกิ่งที่แยกต่อไปนี้ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sur-royal หรือ crown แต่ภาษาไทยไม่มีชื่อ อนึ่งให้สังเกตไว้ว่า เขาสมันนี้ที่ลำเขาหรือบีมไม่มีกิ่ง Bez-tine และ Trez-tine แยกออกมา อย่างในกวาง Red-deer ของยุโรป หรือวาบิตี้ Wapiti ของอเมริกา Sur-royal ที่แยกไปจากลำเขาสองกิ่งนี้ กิ่งข้างหน้าแยกแล้วงอนช้อนไปข้างหน้าเกือบขนานกับกิ่งโบรว์ไทน์ อีกกิ่งหนึ่งแยกไปทางข้างหลัง กิ่งทั้งสองนี้มีขนาดความใหญ่เท่าๆกัน แยกออกไปโดยทำมุมเกือบๆเท่าๆกันกับลำเขาหรือบีม ไม่ใช่เป็นกิ่งหนึ่งใหญ่ กิ่งหนึ่งเล็กอย่างในกวางป่า มุมที่กิ่ง Sur-royal ทั้งสองที่แยกไปนี้มีความกว้างประมาณ 1 มุมฉาก หรือกว่าเล็กน้อย

Picture 017

 

 

 

เพื่อให้สะดวกแก่การเรียกชื่อเขากิ่งต่างๆของ Sur-royal หรือ Crown ต่อไป ข้าพเจ้าขอให้ชื่อในที่นี้อย่างขอไปที ในขณะที่หาชื่อที่เหมาะสมจริงๆไม่ได้ว่า “กิ่งหน้า” และ “กิ่งหลัง”

กิ่งหลังเมื่อแยกขึ้นไปได้ราว 2-3 นิ้วฟุตก็แตกเป็นสองกิ่ง โดยทำมุมที่แยกไปจากกิ่งเดิมเท่าๆกัน กิ่งที่แยกไปนี้ทำมุมราว 60 ดีกรี กิ่งหนึ่งแยกไปทางด้านใน และอีกหนึ่งแยกไปทางด้านนอก ซ฿งข้าพเจ้าขอเรียกว่า “กิ่งหลังใน” และ “กิ่งหลังนอก” กิ่งหลังใน วัดโดยรอบมักเล็กกว่าอีกอันหนึ่ง และส่วนมากมักสั้น มักแตกเป็นกิ่งสั้นๆอีกสองกิ่ง

กิ่งหลังนอกนั้น ใหญ่กว่า งอนขึ้นไปราว 6-8 นิ้วฟุต แล้วมักแตกกิ่งยาวๆอีก 2 กิ่ง หรือในเขาคู่งามๆ กิ่งหลังนอกนี้อาจแยกออกไปตั้ง 4-7 กิ่ง หรือมากกว่าก็ได้ เขาสมันที่นับกิ่งได้มากๆมักจะเนื่องจากกิ่งนี้แตกกิ่งออกไปมาก

กิ่งที่แยกจากกิ่งหลังใน และ กิ่งหลังนอก นี้ บางกิ่งก้บิดโค้งไปข้างหลังไม่ได้หุ้มเข้ามาเหมือนสุ่มเหมือนกิ่งอื่นๆ

กิ่งหลังนอก มักแยกเป็นสองกิ่งหรือมากกว่าดังกล่าวแล้ว แต่กิ่งที่ด้านในที่สุดของกิ่งนี้มักยาวกว่าและชูเขาสูงกว่ากิ่งอื่นๆ ฉะนั้นการวัดปลาย ถึงกิ่งปลาย (Tip to Tip) ของเขาสมัน ข้าพเจ้าจึงถือเอาการวัดระหว่างปลายกิ่งนี้เป็นเกณฑ์ การวัดความยาวของเขาก็เช่นเดียวกัน ข้าพเจ้าจึงถือโอกาสวัดจากโคน หรือวงแหวนตามความโค้งด้านนอกของเขาขึ้นมาจนถึงปลายกิ่งนี้เป็นเกณฑ์

 

กิ่งหน้าเมื่อแยกจากบีมออกมาได้ราว 3 นิ้วฟุต ก็แยกเป็น 2 กิ่ง กิ่วหนึ่งแตกไปทางข้างบน อีกอันหนึ่งโค้งมาทางข้างล่าง ซ฿งข้าพเจ้าขอเรียกว่า “กิ่งหน้าบน” และ “กิ่งหน้าล่าง” การแตกของสองกิ่งนี้ไม่ได้ทำมุมแยกเท่าๆกันกับกิ่งเดิม กิ่งหน้าล่างมักตรงไปจากกิ่งหน้าเดิม หรือโค้งต่ำไปจากแนวเดิมเพียง 10-15 ดีกรีเท่านั้น

กิ่งหน้าบนมักยาวออกไปราว 1 นิ้วฟุต หรือ 1 ฟุต จึกแยกออกเป็นกิ่งสั้นๆ อีก 2 กิ่ง แต่บางที่ก็ไม่แยกเลย กิ่งหน้าล่างนั้นแยกออกมา ได้ราว 4 นิ้ว ก็มักแตกกิ่งออกไปเป็นกิ่งเล็กๆอีก

 

สรุปผลของการค้นคว้าศึกษาเขาสมันแล้ว คือ

ข้าพเจ้าได้วัดเขาสมันที่มีอยู่ 40 คู่ดู และสรุปผลแล้วดึความรู้ดังต่อไปนี้ คือ

ก. เขาสมันหนุ่มเมื่อคิดเฉลี่ยแล้ว มีขนาดดังต่อไปนี้

                1. จำนวนกิ่งทั้งหัวอย่างน้อย 10 กิ่ง อย่างมาก 21 + 12 กิ่ง เฉลี่ยแล้ว 17 กิ่ง

2. จำนวนกิ่งข้างละอย่างน้อย 5 กิ่ง อย่างมาก 21 กิ่ง เฉลี่ยแล้ว 8-9 กิ่ง

3. วงกว้างอย่างน้อย 24 นิ้ว อย่างมาก 47 นิ้ว 1/4 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 31 1/4 นิ้ว

                4. ปลายถึงปลาย อย่างน้อย 10 นิ้ว อย่างมาก 32 3/4 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 18 นิ้ว

5. ระยะระหว่างโคนเขาอย่างน้อย 2 1/4 นิ้ว อย่างมาก 3 3/4 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 3 นิ้ว

6. ความยาวของเขาอย่างน้อย 22 1/2 นิ้ว อย่างมาก 33 1/2 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 28 1/2 นิ้ว

7. วงรอบเหนือวงแหวนอย่างน้อย 5 นิ้ว อย่างมาก 7 3/4 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 6 1/2 นิ้ว

8. ลำเขา (บีม) ยาวอย่างน้อย 4 นิ้ว อย่างมาก 7 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 5 1/2 นิ้ว

9. ลำเขาวงรอบอย่างน้อย 4 นิ้ว อย่างมาก 6 3/4 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 5 นิ้ว

10. กิ่งหลังยาวอย่างน้อย 1 นิ้ว อย่างมาก 6 1/2 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 2 1/2 นิ้ว

11. กิ่งหลังวงรอบอย่างน้อย 3 1/2 นิ้ว อย่างมาก 7 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 4 1/2 นิ้ว

12. กิ่งหลังในจำนวนมีกิ่งอย่างน้อย 1 กิ่ง อย่างมาก 4 กิ่ง เฉลี่ยแล้ว 1-2 กิ่ง

13. กิ่งหลังนอกมีจำนวนกิ่งอย่างน้อย 1 กิ่ง อย่างมาก 10 กิ่ง เฉลี่ยแล้ว 2-3 กิ่ง

14. กิ่งหน้ายาวอย่างน้อย 2 นิ้ว อย่างมาก 5 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 3 1/8 นิ้ว

15. กิ่งหน้าวงรอบอย่างน้อย 1 3/4 นิ้ว อย่างมาก 6 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 3 1/8 นิ้ว

16. กิ่งหน้าบนมีจำนวนกิ่งอย่างน้อย 1 กิ่ง อย่างมาก 4 กิ่ง เฉลี่ยแล้ว 1-2 กิ่ง

17. กิ่งหน้าล่างมีจำนวนกิ่งอย่างน้อย 1 กิ่ง อย่างมาก 3 กิ่ง เฉลี่ยแล้ว 1-2 กิ่ง

18. โบรว์ไทน์ยาวอย่างน้อย 9 นิ้ว อย่างมาก 20 3/4 นิ้ว เฉลี่ยแล้ว 14 1/4 นิ้ว

ข. ความเห็นของพระยาอินทรมนตรีที่กล่าวไว้ใน N.H.S.S.Vol.XI No.1 ว่า “เขาสมัน 18 คู่ของ E.W. Trotter  (ภาพที่ 13) นั้นมีอยู่ 8 คู่ที่มีบีมยาวราวครึ่งของความยาวของเขา และมีอยู่ 4 คู่ที่มีบีมยาวกว่า 2/3 ของความยาวของเขา” นั้น ไม่ถูกต้อง เพราะเขาทั้ง 18 คู่เหล่านั้น ภายหลังได้ตกมาอยู่กับข้าพเจ้า และรวมอยู่ในจำนวน 40 คู่ที่ได้วัดมาแสดงในบัญชีดังกล่าวแล้ว ไม่มีเขาสมันคู่ใดเลยที่มีบีมยาวถึง 1/3 ของความยาวของเขา ซึ่งผิดกับแสวมป์เดียร์ ซึ่งตามปกติมีบีมยาวราว 2/3 ของความยาวของเขา หรือกว่านั้น

ค. เนื้อสมันมีโบรว์ไทน์ยาวโค้งงามมาก เมื่อเทียบกับกวางอื่นๆ ในจำนวน 40 คู่มีโบรว์ไทน์แตกตอนปลายเป็นสองแฉกข้างเดียว 4 คู่ และทั้ง 2 ข้าง 2 คู่การแตกตอนปลายกิ่งโบรว์ไทน์เป็น 2 กิ่งนี้เป็นลักษณะพิเศษของเขาสมันตามปกติ ไม่มีในแสวมป์เดียร์ และกวางอื่นๆ (ยกเว้นอันที่ผิดธรรมชาติ หรือ Abnormal)

ง. เขาสมันเมื่อยังเล็กๆไม่โตเป็นหนุ่ม มีเพียงข้างละ 5 กิ่ง เมื่อผลัดเขาต่อไปจึงค่อยๆโตขึ้น และมีจำนวนกิ่งเพิ่มมากขึ้นจนถึง 33 กิ่ง ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงที่สุดที่เคยได้พบ กิ่งปลายๆมักยาวกลมสวย และหุ้มห่อเข้ามาคล้ายๆสุ่ม

ลักษณะเหล่านี้ก็ผิดกับแสว็มป์เดียร์ จึงควรถูกแยกเป็นสัตว์คนละ Species เด็ดขาดจากกัน

จ. โดยความผิดแผกแตกต่างกันของเขาดังกล่าวแล้ว และโดยความผิดกันในทางภูมิศาสตร์ เนื้อสมันกับแสวมป์เดียร์ จึงควรถูกแยกเป็นสัตว์คนละ Species เด็ดขาดจากกัน

ฉ. เนื้อสมันเป็นกวางที่มีเขาสวยที่สุดในโลกชนิดหนึ่ง มีนิสัยกันเอง และวางท่าสง่า น่าเลี้ยง น่าดูมาก เป็นสัตว์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีชุกชุมอยู่ในภาคกลางของเมืองไทย ในทุ่งที่ราบต่ำแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา ไม่ปรากฏว่ามีกวางชนิดนี้ในต่างประเทศที่ใกล้เคียง หรือประเทศใดๆเลย

ช. เนื้อสมันได้ถูกล่า ล้างผลาญจนสูญพันธุ์ไปในสมัยที่ทุ่งราบต่ำภาคกลาง ได้ถูกเบียดทำนากันมากมาย คือในสมัยราว 40 ปีมานี้เอง นักสัตวศาสตร์ชาวต่างประเทศหลายคณะได้พยายามเข้ามาค้นคว้าเพื่อนำไปเลี้ยงไม่ให้สูญพันธุ์ แต่ไม่เป็นผล ไม่พบเลยสักตัวเดียว นี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของโทษ หรือความเสียหายของชาติ ในการที่เมืองไทยไม่มี พ.ร.บ. สงวนพันธุ์สัตว์ป่า

Share This Article

Related News

เอกสารภาพไลเคนเขาใหญ่
นกเงือกผู้ช่วยกระจายเมล็ดพันธุ์
ตะกอง.. เอกลักษณ์แห่งลำตะคอง

About Author

admin